ไขข้อสงสัย ผู้ประกันตนตามมาตรา40 ขอรับเงินเยียวยา 5,000 ได้หรือไม่

ไขข้อสงสัย ผู้ประกันตนตามมาตรา40 ขอรับเงินเยียวยา 5,000 ได้หรือไม่

   

           จากที่ออกมาตรการเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด ที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ อยู่ในช่วงวิกฤตเลยก็ว่าได้ เพราะส่งผลกระทบไปต่อประชาชนหลายคน รัฐมีนโยบายเตรียมมอบเงินเยียวยาแรงงานผู้ที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน 

           ผู้ที่มีสิทธิ์รับเงินเยียวยา 5,000 บาท นั้น เป็นใครบ้าง ซึ่งผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว ได้แก่แรงงานที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม และต้องเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการโรคระบาดโควิด 19 ที่มีการสั่งปิดกิจการ ซึ่งจะมีระบบ AI เข้าตรวจสอบลิงก์ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย สำนักงานประกันสังคม เป็นต้น

            สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ของกองทุนประกันสังคม จะได้รับสิทธิ์ในเงินเยียวยาดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 คือ กลุ่มอาชีพอิสระโดยตรง อาทิ พ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เกษตรกร

         ขณะที่ในส่วนของแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม แต่ต้องว่างงานในช่วงนี้ จะได้รับเงินจากกองทุนประกันสังคมในกรณีว่างงานในอัตรา 50 เปอร์เซ็นต์ ของค่าจ้าง (แต่ไม่เกิน 15,000) โดยกรณีนายจ้างไม่ให้ทำงานจะรับเงินในกรณีว่างงาน ไม่เกิน 180 วัน และกรณีรัฐสั่งให้หยุดงานจะได้รับเงินไม่เกิน 90 วัน

ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 คือ 

1. เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ

2. มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ (ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ครม. มีมติอนุมัติให้ขยายคุณสมบัติผู้สมัคร จากไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ เป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์)

 3. ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างในบริษัทเอกชนตามประกันสังคมมาตรา 33 และไม่เคยสมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 39 (บุคคลที่เคยทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนในมาตรา 33 มาก่อนแล้วลาออกแต่ต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมไว้)

4. ไม่เป็นข้าราชการหรือบุคคลที่ถูกยกเว้นตามกฎหมายประกันสังคม

5. บุคคลพิการที่สามารถรับรู้สิทธิประกันสังคม

           หายสงสัยกันแล้วใช่ไหมคะ  สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ของกองทุนประกันสังคม จะได้รับสิทธิ์ในเงินเยียวยาดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 คือ กลุ่มอาชีพอิสระโดยตรง อาทิ พ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เกษตรกร

ขอขอบคุณที่มาจาก: กรุงเทพธุรกิจ

    0
    0
    0