ประสบการณ์ ถูกบีบให้ลาออก จากบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทย

ประสบการณ์ ถูกบีบให้ลาออก จากบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทย

   

             แบ่งปันประสบการณ์การถูกบีบให้ลาออกจากงาน จากบริษัทไอทีของเจ้าของที่เป็นหนึ่งกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งกระทู้เป็นกระทู้ที่น่านใจและเป็นการเตือนสติให้กับผู้ที่เป็นพนักงานบรฺิษัทได้เตรียมตัวไว้ โดยเจ้าของกระทู้ได้เล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดว่า 

             สวัสดีค่ะทุกคน สำหรับกระทู้นี้ เราจะมาเล่าประสบการณ์ ‘การถูกบีบให้ลาออก’ จากบริษัทไอทีของเจ้าของที่เป็นหนึ่งกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทยค่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เริ่มเลยแล้วกันนะคะ

             เราทำงานที่บริษัทนี้ได้ไม่นาน และก็ไม่ได้มีความสุขกับสภาพแวดล้อมในแง่ของคนและ process การทำงานมาตั้งแต่ต้น เพราะกระบวนการการทำงานของผู้บังคับบัญชาที่ไม่มีระบบ ช้า และมีประสิทธิภาพ เช่น การไม่อ่านอีเมล์ งานทุกอย่างต้อง print out เป็นกระดาษให้ถึงที่ ต้องไลน์ตาม โทรตามจนกว่าจะได้การอนุมัติ ถ้าไม่ตามก็จะโทษคนอื่นว่าทำไมรีบใช้แล้วไม่เตือน แต่พอตามก็จะถูกว่าว่าทุกคนก็มีงานด่วน จะตามอะไรนักหนา อันนี้ขอย้ำนะคะว่าเป็นบริษัทไอทีและเทคโนโลยีชั้นนำที่มุ่งหน้านำพาประเทศไทยสู่เศรษฐกิจ 4.0 แต่ทำงานเหมือนยุค 0.4

             พอทำงานได้ครบเดือน เราก็ฟีดแบ็ก manager ว่า process การทำงานมันไม่มีประสิทธิภาพ และเราก็ไม่มีความสุขกับบรรยากาศการทำงานของคนในทีม เพราะไม่มีความเป็นทีม แบ่งฝักแบ่งฝ่าย งานไหนที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ฉันจะไม่ให้คำแนะนำใดๆทั้งสิ้นเพราะถ้ามีอะไรผิดพลาด ความเดือดร้อนจะเข้าตัว (ซึ่งภายหลังถึงได้รู้ว่าทำไมคนในทีมถึงเป็นแบบนั้น เดี๋ยวจะมาเล่าต่อค่ะ) เราย้ำกับ manager ว่าเราแค่อยากมาทำงาน ไม่ได้อยากมีดราม่าหรือผูกสัมพันธ์กับใคร ดังนั้น เรื่องการเมืองอะไรต่างๆระหว่างสายผู้บังคับบัญชา เราไม่เกี่ยว ส่วนความเป็นทีมที่ถูกนำด้วยผู้บังคับบัญชาที่ไม่รู้แม้กระทั่งว่าลูกน้องแต่ละคนรับผิดชอบหน้าที่อะไรอยู่ ทำให้เกิดการสั่งงานแบบข้ามความรับผิดชอบกันอยู่บ่อยครั้ง ก็ไม่แปลกที่จะทำให้เกิดความไม่พอใจกันในทีม คนที่จะสร้างทีมแต่ไม่รู้ว่าความหมายของคำว่า ‘ทีมเวิร์ค’ คืออะไร ไม่แปลกที่มันจะกระท่อนกระแท่นแบบนี้ เราแจ้งอย่างชัดเจน และที่สำคัญคือ ไม่ได้ขอให้ใครปรับตัวใดๆทั้งสิ้น เราแค่มาแจ้งในสิ่งที่เราพบเจอเท่านั้น

             ช่วงที่เราเข้ามาทำงานที่นี่ เป็นช่วงที่บริษัทเริ่มจัด event ต่างๆ งานก็เคยค่อนข้างยุ่ง พี่คนนึงในทีมก็กำลังจะลาออก ทำให้เราต้องรับผิดชอบงานบางส่วนของพี่เขาแทน เราไม่ได้สนใจประเด็นนี้เพราะยินดีที่จะเรียนรู้งานต่างๆ อะไรทำได้ก็ทำ แต่ประเด็นคือ manager ไม่สามารถสอนงานได้ด้วยซ้ำ เพราะตัวเองยังทำไม่เป็น ยังรู้ไม่ครบระบบว่าต้องทำอะไรบ้าง วิธีการทำเป็นยังไง ปัญหาคือสั่งงานอะไรไว้ก็ลืมว่าตัวเองเคยบรีฟว่ายังไง due date ไม่มีอยู่จริง เพราะนึกจะเอางานไหนได้ก็มาเร่ง อะไรลืมก็ทำเหมือนไม่เคยสั่ง งานด่วนงานแทรกที่มีเข้ามาตลอดไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือ manager และ director ไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานที่ถูกต้องและมีคุณภาพต้องใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ในการทำ ทำให้สั่งงานและจะให้เสร็จภายในเวลาที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งพอไม่ได้ดั่งใจก็จะโทษคนอื่นว่าไม่ manage ตัวเอง การทำงานที่นี่เน้น serve ผู้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งสูงกว่า กล่าวคือ ถ้าผู้บริหารต้องการงานชิ้นนึงเดี๋ยวนั้น director ก็จะมาบีบให้ manager ไปทำงานนั้นมาให้ได้ และ manager ก็จะมาบีบเราต่อโดยที่ไม่ให้ความช่วยเหลืออะไรนอกจากเร่งอย่างเดียว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดกับเราคนเดียวค่ะ ใครที่ทำงานให้เขาก็ต้องเจออะไรแบบนี้ทั้งนั้น เพียงแต่เรามั่นใจในความสามารถของเรา เรารู้ตัวว่าเราทำงานได้เร็วและถูกต้องแล้ว ถ้าต้องการงานเร็ว คุณก็จะไม่ได้งานที่คุณภาพสูง แต่ถ้าคุณต้องการงานที่คุณภาพสูง คุณก็ต้องให้เวลา หรือแบ่งกันทำ ซึ่งเราไม่ได้รับการ support ใดๆจากผู้บังคับบัญชาเราเลยค่ะ นอกจากคำพูดที่ว่า งานแค่นี้ต้องใช้เวลาขนาดนั้นเลยหรอ เราก็เลยตอบไปว่า ถ้าพี่มีความสามารถที่จะทำงานให้ดีและเสร็จในเวลาที่พี่ขอได้ พี่เอาไปทำเองได้เลยค่ะ

             นอกจากนี้ก็ยังมีประเด็นของการเบิกโอที ที่ตอนสัมภาษณ์แจ้งว่ามีโอที แต่พอเข้ามาทำงานจริง หลายครั้งต้องทำงานล่วงเวลาโดยที่ไม่สามารถเบิกได้เพราะถือเป็น ‘ธรรมเนียมปฏิบัติของทีม’ จะเบิกได้ก็ต่อเมื่อ director เห็นสมควร ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจค่ะว่าเอาอะไรมาเป็นมาตรฐาน มีครั้งนึงที่เราแจ้ง manager แล้วว่าถ้าต้องการงานด่วนกว่าเดิม เราจะเอากลับไปทำต่อที่บ้านแต่เราจะเบิกโอที ซึ่ง manager ตอบตกลงทันที แต่พอเบิกจริงก็ถูกอบรมค่ะว่าไม่เหมาะสม ไม่ควรเบิก ถึงจะเบิกก็ไม่ควรเบิกด้วยจำนวนชั่วโมงเท่านั้น งานแค่นี้ต้องใช้เวลาขนาดนี้เลยหรอ (คุ้นๆมั้ยคะประโยคนี้) และยังมีเรื่องของการเบิกค่าเดินทางที่ไม่มีมาตรฐาน บางครั้งเบิกได้ บางครั้งเบิกไม่ได้ หรือบางงานเบิกได้แต่ไม่ควรเบิก เว้นเสียแต่ว่ามีพนง.จากแผนกอื่นที่เดินทางเข้าร่วมงานในเวลาและสถานที่เดียวกัน ก็ให้ทำเบิกตามเขา เพื่อไม่ให้แตกต่างกัน

             ขอเล่ากลับไปยังจุดเริ่มต้นตั้งแต่วันสัมภาษณ์นิดนึงนะคะ ในวันสัมภาษณ์วันแรก manager สองคนพร้อมทั้ง HR director เป็นผู้สัมภาษณ์เราโดยแจ้งว่ากำลังมองหา candidate สำหรับตำแหน่ง A และตำแหน่ง B และมีการพูดคุยรายละเอียดของทั้งสองตำแหน่ง ซึ่งจริงๆแล้ว director ของทีมควรเข้าสัมภาษณ์ในวันนั้นด้วย แต่ก็ไม่ได้มาค่ะ ทำให้ต้องเรียกเราเข้ามาสัมภาษณ์ครั้งที่สอง ในครั้งที่สอง director กลับบอกว่าเราเหมาะกับตำแหน่ง C มากกว่า ซึ่งเราไม่รู้ข้อมูลของตำแหน่งนี้มาก่อน แต่พอ director ถาม manager ทั้งสองคนว่าไม่ได้แจ้งน้องหรอว่าเราหาตำแหน่ง C manager ทั้งสองก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันเลยค่ะว่าแจ้งแล้ว ครั้งที่สัมภาษณ์ครั้งแรกก็ไม่ได้พูดถึงตำแหน่ง A/B ด้วยซ้ำ เราก็เป็นงงไปเลยค่ะ แต่ก็พอจะเห็นภาพลางๆว่าการทำงานของคนในบริษัทนี้จะเป็นประมาณไหน ถ้าถามว่าเห็นภาพแล้วทำไมยังเลือกมาทำงานที่นี่ ก็พูดได้คำเดียวเลยค่ะว่า ‘เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด’ ของเราเองค่ะ

             ในระหว่างที่อยู่บริษัทนี้ เราก็ได้ยินเรื่องเล่าของ manager มามากพอสมควร ในเรื่องของการสั่งงานแบบลมๆ สั่งแล้วลืม สั่งกับลูกน้องอีกอย่างแต่ไปรายงานผู้บังคับบัญชาอีกอย่าง เขาเพิ่งได้มาเป็น manager ที่นี่ที่แรก จริงๆด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์น่าจะใกล้ชิดและเข้าใจลูกน้องมากที่สุด แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครทำงานกับเขาได้นาน ส่วนเรื่องของ director ก็ได้ยินมาบ้าง แต่ด้วยความที่เขาก็เป็นของเขาแบบนี้มาเนิ่นนานแล้ว พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ใครอยากทำงานกับเขาก็ต้องเป็นฝ่ายปรับตัวเองแทน เรื่องที่พีคก็คือ manager หาคนเข้ามาทำงานตำแหน่งนึง แต่พอเอาเข้าจริงเหมือนหลอกคนเข้ามาทำงานให้ ไม่มีความรับผิดชอบไหนเลยที่ตรงกับที่ดีลไว้ บอกว่าจะช่วยสอนงานให้ใหม่ทั้งหมด แต่ก็สอนไม่ได้ ทำอะไรผิดพลาดก็ไม่ยอมรับแต่ชอบโทษคนอื่น เลยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนอื่นไม่อยากเข้ามาก้าวก่ายในเรื่องที่เกี่ยวกับ manager คนนี้ เพราะเดี๋ยวจะเดือดร้อนเอง ไม่แปลกเลยที่เราได้รับบรรยากาศแบบนี้จากเพื่อนร่วมงานคนอื่นตั้งแต่เริ่มทำงาน เพราะอยู่ไปเรื่อยๆเราก็เข้าใจธรรมชาติวิสัยของเขาค่ะ ส่วนเรื่องของการหลอกคนเข้ามาทำงานก็เหมือนเป็นปัญหาที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมค่ะ เพราะถึง HR director จะเพิ่งมารู้ทีหลัง แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร นอกจากอ้างว่ากำลังพยายามรับคนใหม่เข้ามาแทน ส่วนเรื่องโอทีและการเบิกต่างๆ ก็แก้ตัวว่าทุกกระบวนการมีมาตรฐานและผ่านวิจารณญาณของผู้บังคับบัญชาแล้ว

             จุดแตกหักก็คือ เราแจ้ง HR director ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยคิดว่าเขาน่าจะช่วยหาทางแก้ไขปัญหาได้ แต่เราก็คิดผิดค่ะ เพราะหลังจากนั้นคาดว่า HR director และผู้บังคับบัญชาของเราคงมีการพูดคุยกันในแง่ที่ว่า ‘เราเป็นตัวปัญหา’ อย่างไรบ้าง จนมาถึงการที่ HR director แจ้งฝ่ายไอทีให้ล็อค user เราไม่ให้ใช้ internet หรือ email ได้ตั้งแต่เช้าวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา แล้วถึงเรียกเราเข้าไปคุยในช่วงเย็นก่อนเลิกงาน ซึ่งใจความหลักของการพูดคุยก็คือการที่ HR director ได้รับแจ้งจาก ‘แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ’ ของเขาว่าเราพูดถึงเขาและผู้บังคับบัญชาของเราอย่างไรบ้าง คือ 1. เรียก HR director ว่าไดโนเสาร์ >> จริงค่ะ 2. เรียก director ว่าอีแก่ >> ไม่จริงค่ะ 3. บอกว่าถ้าผู้บริหารอยากได้งานด่วนมากก็มาทำเอง >> จริงค่ะ ซึ่ง HR director แจ้งว่าเป็น ‘การกระทำที่ผิดวินัยอย่างร้ายแรง’ สำหรับบริษัทที่พนักงานอยู่กันมานานเหมือนครอบครัว รู้สึกผิดมากที่ให้เราเข้ามาทำงานที่นี่ ในวันนี้ที่เรียกมาคุยก็เพื่อที่จะบอกว่าไม่อยากทำร้ายใครด้วยการไล่ออกหรือไม่ให้ผ่านโปร เพราะมันจะส่งผลต่อการ blacklist ไปยังบริษัทในเครืออีกมากมายมหาศาลในประเทศไทย โดยถ้าเรายังอยากทำงานต่อ ก็จะให้ทำงานแบบไม่ต้องใช้ email และ internet เพราะกลัวว่าเราจะเข้าไปลบข้อมูลที่สำคัญของบริษัท และความรับผิดชอบต่อจากนี้ก็จะไม่เหมือนกับที่เคยคุยไว้

             เราจึงแจ้งว่าถ้าไม่ได้ต้องการพูดคุยเพื่อหาทางออกในการทำงาน ประเด็นที่วิจารณ์ก็ไม่เกี่ยวกับการทำงาน แต่เป็นเรื่องของคำนินทาที่ไม่มีหลักฐานอะไร แล้วก็อ้างว่าเราถูกหลายฝ่ายในบริษัทคอมเพลน ซึ่งก็งงๆค่ะถ้าคนจะรู้จักเราเยอะขนาดนั้น เพราะเพิ่งทำงานมาได้ไม่นาน และไม่ได้ดีลกับคนนอกทีมเท่าไหร่ ถ้าไม่อยากดูเป็นคนเลวที่ต้องไล่ใครออก เราลาออกเองได้แค่พูดมาตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม หลังจากนั้นก็เป็นขั้นตอนการเขียนใบลาออกค่ะ โดยเหตุผลในการลาออกของเราคือ “กระบวนการทำงานและทัศนคติไม่เข้ากับคนในองค์กร หากปฏิบัติงานต่อก็ต้องถูกบีบให้ลาออกอยู่ดี จึงตัดสินใจลาออกเพื่อรักษาคนหมู่มากที่ทำงานมานาน” ซึ่ง manager กลัวว่าเราจะเอาเรื่องนี้ไปโพสต์ใน social ต่อ HR director ก็ถามว่าเราจะเอาไปฟ้องร้องหรอ เราเลยตอบว่า ใบลาออกก็เขียนเอง ไม่ได้มีใครจับมือให้เขียน คงฟ้องร้องอะไรไม่ได้ ส่วนเรื่องกลัวเสียชื่อเสียงบริษัท อย่ามากลัวกับคำพูดของคนนอกอย่างเราเลย แต่ให้กลัวการกระทำของตัวเองดีกว่า เพราะอะไรไม่ดีที่ทำไว้มันก็จะถูกพูดถึงกันปากต่อปากอยู่แล้ว HR director จึงให้คำสอนว่าอย่าตกเป็นเครื่องมือของโซเชียลหรืออารมณ์โกรธ /ขอบคุณนะคะที่กล้าจะสอนหนูแต่เก็บไว้สอนตัวเองดีกว่าค่ะ /ยิ้ม

             หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับเพื่อนพนักงานเงินเดือนทุกท่าน ว่าก่อนที่จะตกลงปลงใจทำงานกับบริษัทไหน ให้พยายามหาข้อมูลให้ลึกซึ้งและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง จริงค่ะว่ายุคนี้ เศรษฐกิจแบบนี้ มันคงไม่ง่ายที่จะหางานที่ชอบ บริษัทที่เหมาะ พร้อมค่าตอบแทนที่พอใจ แต่เราก็ต้องอย่าลืมว่าเรามีคุณค่า อย่าให้ใครมาลดทอนคุณค่าในตัวเรา การทำงานกับบริษัทที่มีกลุ่มธุรกิจและบริษัทในเครือมากมายอาจดูเหมือนเอื้อประโยชน์ในแง่ของชื่อเสียง แต่มันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่จะถูกพนักงานระดับสูงใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อเอาเปรียบคุณด้วยเช่นกัน

             ​ส่วนถ้าผู้เกี่ยวข้องหรือผู้บริหารของบริษัทดังกล่าวได้มีโอกาสเข้ามาอ่านกระทู้นี้ หวังว่าคุณจะไม่ไปหลอกคนที่มีความสามารถเข้ามาทำงานให้องค์กร ‘ไดโนเสาร์’ ของคุณอีก คุณควรดีใจด้วยซ้ำที่คุณเป็น ‘คนแก่’ ในยุคนี้ เพราะมีเพียงอายุเท่านั้นที่พาคุณมาดำรงตำแหน่งตรงนี้ได้ ถ้าคุณเป็นคนหนุ่มสาวที่ไร้ความสามารถในยุคนี้ คุณคงถูกนายจ้างเขี่ยทิ้งอย่างไม่ใยดี ส่วนเรื่องคำนินทาว่าร้าย เราก็ขออวยพรให้คุณมีหูตาที่มืดบอดไปชั่วกาลนาน จะได้ไม่ต้องพบเห็นหรือได้ยินสิ่งที่จะทำให้คุณไม่พอใจ หรืออาจเป็นความจริงที่คุณรับไม่ได้ เราไม่ได้หวังให้องค์กรเกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่เราสงสารคนวัยเราที่เขาไม่ได้มีทางเลือกมากนัก เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่บริษัทของกลุ่มทุนใหญ่เช่นคุณ การบริจาคผ้าห่มหรืออ้างตนว่าเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลมันก็เป็นแค่เปลือกนอกที่คุณสร้างขึ้นมา ตราบใดที่คุณยังมีพนักงานแบบที่เรากล่าวถึงในข้างต้น บริษัทก็ไม่อาจผดุงความยุติธรรมหรือคุณธรรมใดไว้ได้หรอกค่ะ ดังนั้น โชคดีนะคะทุกคน อย่าเพิ่งหมดแรงกันไปก่อน และอย่าลืม เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง สวัสดีค่ะ

ความคิดเห็นจากชาวเน็ต

โลกแห่งการทำงานจริง

ต่างคนต่างความคิดเห็น

              เป็นประสบการณ์ที่ถือว่าสุดยอดเลยทีเดียวเจ้าของกระทู้คงจะมีประสบการณ์ในการทำงานมาก และเธอว่าเป็นคนเก่งอีกหนึ่งคน ส่วนบริษัทแนวนี้ก็มีหลายบริษัทนะคะ เก่งอย่างเดียวไม่พอเราต้องแกร่งด้วยกับการทำงานในโลกของความเป็นจริงสู้ๆนะคะ  มนุษย์เงินเดือนทุกคน 

ขอขอบคุณที่มาจาก: chaoticy

    0
    0
    0